รู้หรือไม่? กิน ผักดิบ บ่อย ๆ ส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพ

ผัก ถือเป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่ส่งผลดีต่อร่างการในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะผักสด ๆ  แต่รู้ไหมคะว่า ผักที่เราทานกันอยู่เป็นประจำนี้ หากเราทานไม่ถูกวิธี ผักที่เคยให้ประโยชน์กับเรา อาจจะจะส่งผลไม่ดีกับร่างกายเราก็ได้ค่ะ ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวม ผักดิบ ที่ถ้าหากทานเยอะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพมาฝากกันค่ะ ว่าแต่จะมีผักประเภทไหนบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ!!

รู้หรือไม่? กิน ผักดิบ บ่อย ๆ ส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพ

ประโยชน์ของการกินผัก

ผักอุดมไปด้วย วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่ช่วยเสริมสร้าง ควบคุมการทำงาน และช่วยควบคุมการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย หลักแล้วสารอาหารที่มีอยู่ในผักสามาระแบ่งออกเป็น วิตามินซี วิตามินบี 1 2,  เบต้าแคโรทีนและวิตามินเอ, คาร์โบไฮเดรต, แคลเซียมและฟอสฟอรัส, ธาตุเหล็กในผัก

แต่อย่างไรก็ตาม การทานผักดิบในชนิดที่ไม่ควรทาน หรือการทานผักดิบในปริมาณที่มากจนเกินไป ก็ส่งผลไม่ดีกับร่างกายในด้านต่าง ๆ เช่นกัน และผักดิบที่ไม่ควรทานเลย และผักดิบที่ไม่ควรทานมากเกินไปคือ

ถั่วงอก

ในถั่วงอกนั้นมีทั้งโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และเลซิธิน ทั้งหมดนี้เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากว่าจะเลือกกินถั่วงอกดิบก็ควรจะกินในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น เพราะในถั่วงอกดิบมีสารไฟเตด ที่จะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมสารบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย

ถั่วงอก

ถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาว เป็นผักที่มีเส้นใยอาหารสูง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี โปรตีน และมีธาตุเหล็ก แต่ถ้าหากจะกินถั่วฝักยาวดิบ ก็ไม่ควรกินเยอะจนเกินไป เพราะในถั่วฝักยาวดิบจะมีแก๊สสูง โดยเฉพาะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งอาจทำให้ท้องอืดได้ เนื่องจากกระบวนการในการย่อยเมล็ดและเปลือกของถั่วฝักยาวโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ฉะนั้นใครที่ชื่นชอบในการทานถั่วฝักยาวแบบดิบบ่อย ๆ แนะนำให้ลดปริมาณลงมานะคะ เพื่อที่จะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ถั่วฝักยาว

หน่อไม้

ในหน่อไม้สดมี Cyanogenic glycoside ซึ่งเป็นสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ อันมีพิษต่อร่างกาย และหากร่างกายได้รับสารตัวนี้ในปริมาณมาก Cyanogenic glycoside จะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบิน ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทุรนทุราย หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำให้ต้มหน่อไม้สัก 10 นาที หรือนำหน่อไม้ไปดอง (ซึ่งต้องผ่านการต้ม) ก่อนรับประทาน เพราะวิธีการปรุงสุกด้วยความร้อนจะช่วยสลาย Cyanogenic glycoside ได้

หน่อไม้

มันสำปะหลัง

Cyanogenic glycoside สารนอกจากจะอยู่ในหน่อไม้แล้ว ยังอยู่ในมันสำปะหลังอีกด้วย ซึ่งทางสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้บอกว่า หากรับประทานมันสำปะหลังดิบในส่วนหัว ราก ใบ อาจมีพิษทำให้ถึงตายได้ โดยมีพิษขัดขวางการทำงานของระบบหัวใจและทางเดินโลหิต ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์สมองน้อยลง หรือเบาะ ๆ อาจเกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรืออุจจาระร่วง

มันสำปะหลัง

แครอท

แครอทสีส้ม ๆ อุดมไปด้วยสาร “แคโรทีนอยด์” (carotenoid) ซึ่งก็เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย เพราะช่วยปกป้องไม่ให้ผิวเกรียมแดดได้ง่าย ๆ ช่วยให้เม็ดสีในผิวของเราทำงานได้สมบูรณ์ แต่ทว่าการกินแครอทมากเกินไปก็จะทำให้เกิดผลข้างเคียงประการหนึ่ง คือ “ตัวกลายเป็นสีส้ม” ซึ่งบางคนก็เป็นสีอมเหลืองอมส้ม ดูแล้วซีด ๆ ใครไม่อยากตัวส้ม ไม่ควรทานแครอทเยอะนะคะ

แครอท

กะหล่ำปลี

หากกินกะหล่ำปลีดิบมากเกินไป สารออกซาเลต (Oxalate) ในกะหล่ำปลีจะเข้าไปจับตัวรวมกันกับแคลเซียมในกรวยไตและกลายมาสารแคลเซียมออกซาเลต หากมีสารชนิดนี้สะสมอยู่ในกรวยไตมาก ๆ ก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไตได้ นอกจากนี้ กะหล่ำปลีดิบยังมีน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ไม่เหมาะสมกับคนที่ร่างกายมีปัญหาด้านระบบย่อยอาหาร เพราะอาจจะไม่สามารถย่อยน้ำตาลชนิดนี้ได้ ส่งผลทำให้ท้องอืดจุกเสียดแน่น ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ในกะหล่ำปลีดิบยังมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ที่จะยับยั้งการผลิตฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ ส่งผลให้ร่างกายดึงเอาไอโอดีนจากเลือดไปใช้ในปริมาณที่น้อยกว่าปกติ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคคอหอยพอกได้ในที่สุด

กะหล่ำปลี

บรอกโคลี

น้ำตาลที่อยู่ในบรอกโคลีนั้นจะถูกย่อยสลายได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน ไม่เช่นนั้นแล้ว หากกินแบบดิบๆ ก็ย่อมทำให้เกิดอาการท้องอืดตามมา และบรอกโคลีก็ยังมีฮอร์โมนบางชนิดที่ถือเป็นตัวคอยกระตุ้นความเสี่ยงของโรคไทรอยด์ แต่ฮอร์โมนชนิดนั้นก็สามารถย่อยสลายไปได้เมื่อถูกความร้อนเช่นกัน เพราะฉะนั้น บรอกโคลีแม้ว่าเป็นผักมากด้วยคุณประโยชน์ แต่หากกินแบบดิบก็ถือว่าเป็นผักที่ให้โทษสูงเลยทีเดียว

บรอกโคลี

ผักโขม

กรดออกซาลิก (Oxalic) ที่พบในผักโขมนั้น เป็นกรดที่ออกฤทธิ์ทำให้ลำไส้เกิดความระคายเคือง และยังเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม อันเป็นสาเหตุในการเกิดโรคนิ่วในไตอีกด้วย แต่กรดออกซาลิกนี้จะหมดฤทธิ์ได้ในทันทีเมื่อนำผักโขมไปผ่านความร้อน อย่างเช่น การต้ม

ผักโขม

เห็ด

เห็ดสดที่มีเนื้อสีขาวทั่วไปมักจะตรวจพบสารอะการิทีน (Agaritine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง แต่จะสลายไปได้เองหากเห็ดเหล่านั้นผ่านการปรุงสุกแล้ว

เห็ด

และนี่คือผักที่ไม่ควรกินดิบ และผักที่ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะหากกินดิบในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ไม่ได้เป็นพิษต่อร่างกาย การจะส่งผลเสียต่อร่างกายนั้น จะต้องกินผักชนิดนั้น ๆ อย่างเดียว ในปริมาณมากเป็นกิโลกรัม หรือหลายกิโลกรัม และหลายวันติดกัน แต่หากกินตามปกติในชีวิตประจำวัน กินผักหลายๆ ชนิดสลับกันไป ผักต่าง ๆ ก็จะกลับมาเป็นประโยชน์ให้กับร่างกายของเรา

บทความที่น่าสนใจกับ 7 ไม้มงคล ที่ปลูกเสริมความเฮงให้บ้านได้! และ หูฟังอาจทำลายสุขภาพได้ หากคุณใช้ผิดวิธี